Margin คือ เงินหลักประกันที่เทรดเดอร์ต้องมีในบัญชีเพื่อเปิดและรักษาสถานะการเทรดที่ใช้เลเวอเรจ หรือที่เรียกว่า มาร์จิ้น เงินส่วนนี้ถูกกันไว้ตามข้อกำหนดของโบรกเกอร์ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมในการเปิดออเดอร์
เมื่อเปิดออเดอร์แรกบน MT4 หรือ MT5 คุณอาจเห็นตัวเลขในช่อง Margin เพิ่มขึ้น ขณะที่ Free Margin ลดลง จึงสงสัยว่าเงินก้อนนั้นหายไปไหน? ในส่วนของมาร์จิ้น ระบบเพียงกันเงินไว้เป็นหลักประกัน ส่วน Free Margin ยังเปลี่ยนตามกำไรขาดทุนของสถานะและต้นทุนการเทรดด้วย จึงไม่ได้ลดลงเท่ากับมาร์จิ้นที่ใช้เสมอไป
การเข้าใจมาร์จิ้นช่วยให้ประเมินได้ว่าแต่ละออเดอร์ต้องใช้หลักประกันเท่าไร และบัญชียังมีเงินเหลือสำหรับเปิดสถานะเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมายของ Margin สูตรคำนวณ วิธีอ่านค่า Free Margin และ Margin Level ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง Margin Call กับ Stop Out
Margin คืออะไร และมาร์จิ้น Forex ใช้ทำอะไร?
ในบริบทการเทรด Forex Margin แปลว่า “หลักประกัน” ส่วน มาร์จิ้น Forex คือ จำนวนเงินที่โบรกเกอร์กำหนดให้กันไว้ในบัญชีเพื่อรองรับสถานะที่ใช้เลเวอเรจ ช่วยให้เทรดเดอร์เปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกันที่วางไว้ได้ โดยจำนวนที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับขนาดสถานะ เลเวอเรจ และข้อกำหนดของสินทรัพย์นั้น
ควรแยกระหว่าง อัตรามาร์จิ้น ซึ่งแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสถานะ กับ จำนวนเงินมาร์จิ้น ซึ่งเป็นยอดหลักประกันที่ต้องใช้จริง ตัวอย่างสมมติ หากสถานะมีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ และใช้เลเวอเรจ 1:100 โดยไม่มีข้อกำหนดมาร์จิ้นเพิ่มเติม จะต้องใช้หลักประกัน 100,000 ÷ 100 = 1,000 ดอลลาร์ หรือเท่ากับอัตรามาร์จิ้น 1% ทั้งนี้ การคำนวณจริงอาจต้องแปลงสกุลเงินและปรับตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ด้วย
เงินหลักประกัน 1,000 ดอลลาร์ในตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงขาดทุนจำกัดอยู่ที่จำนวนนี้ เพราะกำไรหรือขาดทุนคำนวณจากขนาดสถานะที่เปิดจริง ยิ่งเปิดสถานะใหญ่ การเคลื่อนไหวของราคาเท่ากันก็ยิ่งส่งผลต่อบัญชีมากขึ้น MetaTrader 5 Help
เมื่อปิดสถานะ ระบบจะคำนวณมาร์จิ้นที่ต้องใช้ใหม่ตามสถานะและคำสั่งที่เหลืออยู่ หลักประกันที่ไม่จำเป็นต้องใช้จึงกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ใช้ได้ แต่ยอดเงินหลังปิดสถานะยังขึ้นอยู่กับกำไร ขาดทุน และต้นทุนการเทรดที่เกิดขึ้นจริงด้วย MetaTrader 5 Help
คำว่า มาร์จิ้น อาจพบการสะกดว่า มาจิ้น ในการค้นหาหรือบทสนทนาเกี่ยวกับการเทรด โดยบทความนี้ใช้รูปทับศัพท์ “มาร์จิ้น” ให้สอดคล้องกันตลอดเนื้อหา
Margin Trading คืออะไร? การเทรดมาร์จิ้นทำงานอย่างไร
Margin Trading คือ การเปิดสถานะซื้อขายโดยวางเงินเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสถานะเป็นหลักประกัน ทำให้เทรดเดอร์ควบคุมสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินมาร์จิ้นที่วางไว้ได้ สำหรับ การเทรดมาร์จิ้นใน Forex บน MT4 และ MT5 ระบบจะคำนวณหลักประกันตามขนาดสถานะ เลเวอเรจ และเงื่อนไขของบัญชี
นึกภาพคล้ายเงินประกันการเช่าคอนโดที่ต้องกันไว้ระหว่างสัญญา แต่ในการเทรด กำไรหรือขาดทุนจากราคาที่เปลี่ยนแปลงจะสะท้อนใน Equity หรือมูลค่าปัจจุบันของบัญชี ระหว่างถือสถานะ จึงต้องอ่านทั้ง Margin, Free Margin และ Margin Level ประกอบกัน

ตัวอย่างต่อไปนี้อธิบายออเดอร์เดียวตั้งแต่เปิดจนปิด เพื่อให้เห็นว่าแต่ละค่าบนหน้าจอเปลี่ยนอย่างไร
สมมติ: บัญชีใช้ USD มี Balance 2,000 USD ไม่มีเครดิตหรือสถานะอื่น เปิด Buy EURUSD 1 ล็อต หรือ 100,000 EUR ที่ราคา 1.1000 ใช้เลเวอเรจ 1:100 และไม่มีข้อกำหนดมาร์จิ้นเพิ่มเติม ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชัน และ Swap
ขั้นที่ 1 ระบบตรวจสอบ Free Margin ก่อนเปิดออเดอร์
Free Margin คือ เงินส่วนที่เหลือจาก Equity หลังหักมาร์จิ้นที่ใช้แล้ว หรือเรียกว่า ฟรีมาร์จิ้น ซึ่งใช้รองรับการเปิดสถานะเพิ่มเติมได้ ก่อนเปิดออเดอร์ ระบบจะตรวจสอบว่าเงินส่วนนี้เพียงพอต่อข้อกำหนดหลักประกันหรือไม่
สำหรับออเดอร์ Buy EURUSD ในตัวอย่าง สูตรคำนวณ Margin เริ่มจากขนาดสถานะหารด้วยเลเวอเรจ แล้วแปลงเป็นสกุลเงินของบัญชี
มาร์จิ้นใน EUR = 100,000 ÷ 100 = 1,000 EUR
มาร์จิ้นใน USD = 1,000 × 1.1000 = 1,100 USD
ก่อนเปิดสถานะ บัญชีมี Free Margin 2,000 USD จึงเพียงพอต่อมาร์จิ้น 1,100 USD ที่ต้องใช้ หากหลักประกันไม่เพียงพอ ระบบอาจปฏิเสธคำสั่งและแจ้งว่าเงินไม่พอ
นี่เป็นเหตุผลที่บางครั้งเปิดออเดอร์ไม่ได้แม้ Balance ยังเหลือ เพราะยอด Balance เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าเงินในบัญชียังพร้อมใช้เป็นหลักประกันอีกเท่าไร
ขั้นที่ 2 เมื่อออเดอร์เปิด ระบบกันเงินเป็น Used Margin
เมื่อเปิดสถานะสำเร็จ เงินหลักประกันจะแสดงในช่อง Margin หรือ Used Margin ส่วน Free Margin จะลดลงตามจำนวนหลักประกันที่ใช้ ในตัวอย่างที่ยังไม่รวมต้นทุนและราคายังไม่เปลี่ยน ค่าบนหน้าจอจะเป็นดังนี้
| ค่าบนหน้าจอ | ตัวเลข | ความหมายในตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Balance | 2,000 USD | ยอดเงินยังไม่เปลี่ยน เพราะยังไม่รับรู้กำไรขาดทุนและไม่รวมต้นทุน |
| Equity | 2,000 USD | ยังไม่มีกำไรหรือขาดทุนลอยตัว |
| Margin (Used Margin) | 1,100 USD | หลักประกันที่ใช้กับสถานะนี้ |
| Free Margin | 900 USD | Equity − Margin = 2,000 − 1,100 |
| Margin Level | 181.8% | Equity ÷ Margin × 100 |
เงิน 1,100 USD ไม่ได้ถูกหักออกจาก Balance เป็นค่าใช้จ่าย แต่ถูกกันไว้เป็นหลักประกัน ในการเทรดจริง สถานะอาจเริ่มต้นด้วย ขาดทุนลอยตัวจากสเปรด ทำให้ Equity ต่ำกว่า Balance และค่าคอมมิชชันอาจกระทบยอดเงินเพิ่มเติมตามวิธีเรียกเก็บของบัญชี จึงไม่ได้หมายความว่า Equity ทั้งบัญชีจะติดลบทันทีที่เปิดออเดอร์
ขั้นที่ 3 ราคาขยับแล้ว Equity, Free Margin และ Margin Level เปลี่ยน
สำหรับ EURUSD ขนาด 1 ล็อต หรือ 100,000 EUR การเปลี่ยนแปลงราคา 1 pip ซึ่งเท่ากับ 0.0001 มีมูลค่า 10 USD ดังนั้น ราคาที่ขยับ 50 pips จะทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุน 500 USD ก่อนรวมต้นทุน
Margin Level คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity กับ Margin ที่แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกว่า ระดับมาร์จิ้น โดยคำนวณจาก
Margin Level = Equity ÷ Margin × 100
ในตัวอย่างนี้ สมมติให้ระบบแปลงมาร์จิ้นพื้นฐาน 1,000 EUR เป็น USD ตามราคา EURUSD ปัจจุบัน ยอด Margin ในหน่วยดอลลาร์จึงเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยน ทั้งนี้ วิธีคำนวณจริงขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสินทรัพย์และบัญชี
| ราคา EURUSD | กำไรขาดทุนลอยตัว | Equity | Margin | Free Margin | Margin Level |
|---|---|---|---|---|---|
| 1.1050 — ขึ้น 50 pips | +500 USD | 2,500 USD | 1,105 USD | 1,395 USD | 226.2% |
| 1.1000 — ราคาเท่าเดิม | 0 USD | 2,000 USD | 1,100 USD | 900 USD | 181.8% |
| 1.0950 — ลง 50 pips | −500 USD | 1,500 USD | 1,095 USD | 405 USD | 137.0% |
เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะ Buy ขาดทุนลอยตัวจะลด Equity ทำให้ Free Margin และ Margin Level ลดลงตามไปด้วย ในตัวอย่างนี้ ขาดทุน 50 pips ทำให้ Free Margin ลดจาก 900 USD เหลือ 405 USD แม้ Balance ยังแสดง 2,000 USD อยู่
หากถือสถานะข้ามคืน ค่า Swap หรือต้นทุนการถือสถานะอาจถูกบวกหรือหักตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์และทิศทางที่เปิด จึงกระทบมูลค่าบัญชีได้แม้ราคาไม่เปลี่ยน
ขั้นที่ 4 หากหลักประกันลดถึงเกณฑ์ จะเกิด Margin Call หรือ Stop Out
Margin Call คือ ภาวะที่หลักประกันของบัญชีลดถึงเกณฑ์แจ้งเตือนที่โบรกเกอร์กำหนด ส่วน Stop Out คือ การบังคับปิดสถานะเมื่อหลักประกันลดถึงเกณฑ์ปิดอัตโนมัติ ทั้งสองจุดมีหน้าที่ต่างกัน และเกณฑ์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบัญชี
สำหรับบัญชีที่กำหนดเกณฑ์เป็นเปอร์เซ็นต์ หากขาดทุนต่อเนื่อง Equity ที่ลดลงจะทำให้ Margin Level เข้าใกล้ระดับเหล่านี้ การประเมินว่าบัญชียังรองรับการเคลื่อนไหวสวนทางได้เพียงใดจึงต้องดูทั้ง Equity, Margin และเกณฑ์ของบัญชีร่วมกัน
ขั้นที่ 5 เมื่อปิดออเดอร์ หลักประกันถูกปล่อยและกำไรขาดทุนเข้า Balance
เมื่อปิดสถานะเดียวในตัวอย่างนี้ และไม่มีสถานะหรือคำสั่งอื่นที่ต้องใช้หลักประกัน Margin จะกลับเป็นศูนย์ ส่วนกำไรหรือขาดทุนลอยตัวจะกลายเป็นผลที่รับรู้แล้วใน Balance
| ผลตอนปิดสถานะ | Balance หลังปิด | Margin | Free Margin |
|---|---|---|---|
| กำไร 50 pips | 2,500 USD | 0 USD | 2,500 USD |
| ขาดทุน 50 pips | 1,500 USD | 0 USD | 1,500 USD |
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมต้นทุนตามสมมติฐานเดิม หากมีสเปรด ค่าคอมมิชชัน หรือ Swap ยอดเงินจริงจะเปลี่ยนตามต้นทุนเหล่านั้นด้วย เมื่อ Margin เป็นศูนย์ ช่อง Margin Level อาจไม่แสดงค่า เพราะไม่มีหลักประกันที่ใช้ให้คำนวณอัตราส่วน
ในการเทรด Forex มาร์จิ้นคือหลักประกันของสถานะ ส่วนกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและการเปลี่ยนแปลงของราคา เงินหลักประกันที่ใช้จึงไม่ใช่ขีดจำกัดขาดทุน และต้องพิจารณาต้นทุนการเทรดประกอบด้วย
สูตรคำนวณ Margin พร้อมตัวอย่างว่า 1 ล็อตใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่
วิธีคิด Margin สำหรับ Forex เริ่มจากนำขนาดสัญญาคูณจำนวนล็อต แล้วหารด้วยตัวเลขเลเวอเรจ หากผลลัพธ์อยู่ในสกุลเงินที่ต่างจากบัญชี ต้องแปลงเป็นสกุลเงินของบัญชีอีกขั้นหนึ่ง เช่น EURUSD คำนวณหลักประกันเป็น EUR ก่อนแปลงเป็น USD สำหรับบัญชีดอลลาร์
รวมสูตรคำนวณ Margin, Free Margin และ Margin Level
ตารางนี้ใช้ตัวอย่างต่อเนื่องจากหัวข้อก่อนหน้า: Balance 2,000 USD เปิด Buy EURUSD 1 ล็อตที่ราคา 1.1000 ใช้เลเวอเรจ 1:100 และยังไม่รวมต้นทุน เมื่อราคาลดลงเป็น 1.0950 จะขาดทุนลอยตัว 500 USD และมี Margin 1,095 USD ตามสมมติฐานที่แปลงหลักประกันด้วยราคาปัจจุบัน
| ต้องการคำนวณ | สูตร | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Required Margin ของ EURUSD ในบัญชี USD | (ขนาดสัญญา × จำนวนล็อต × ราคา EURUSD) ÷ ตัวเลขเลเวอเรจ | ตอนเปิด: 100,000 × 1 × 1.1000 ÷ 100 = 1,100 USD |
| Required Margin จากอัตรามาร์จิ้น | มูลค่าสถานะ × อัตรามาร์จิ้น | ตอนเปิด: 110,000 × 1% = 1,100 USD |
| Equity | Balance + กำไรขาดทุนลอยตัว | หลังราคาลดลง: 2,000 + (−500) = 1,500 USD |
| Free Margin | Equity − Used Margin | 1,500 − 1,095 = 405 USD |
| Margin Level | (Equity ÷ Used Margin) × 100 | 1,500 ÷ 1,095 × 100 ≈ 137.0% |
| Equity ที่เกณฑ์ Margin Call | Margin ณ จุดนั้น × เกณฑ์ Margin Call (%) ÷ 100 | ใช้เกณฑ์ Margin Call ของบัญชี |
| Equity ที่เกณฑ์ Stop Out | Margin ณ จุดนั้น × เกณฑ์ Stop Out (%) ÷ 100 | ใช้เกณฑ์ Stop Out ของบัญชี |
| ขาดทุนเพิ่มเติมก่อนถึงเกณฑ์ — ค่าประมาณ | Equity ปัจจุบัน − Equity ที่เกณฑ์ | คำนวณเมื่อ Equity ปัจจุบันยังสูงกว่าเกณฑ์ |
| ระยะราคาไปถึงเกณฑ์ — ค่าประมาณ | ขาดทุนเพิ่มเติมก่อนถึงเกณฑ์ ÷ มูลค่า 1 pip | EURUSD 1 ล็อตในบัญชี USD: หารด้วย 10 USD ต่อ pip |
สูตร Equity ในตารางเป็นรูปแบบย่อสำหรับตัวอย่างที่ไม่มีเครดิตและไม่รวมต้นทุน ส่วนสูตร Equity ที่เกณฑ์ Margin Call และ Stop Out ใช้กับบัญชีที่กำหนดเกณฑ์เป็นเปอร์เซ็นต์ของ Margin เท่านั้น
การประมาณขาดทุนและระยะราคาก่อนถึงเกณฑ์สมมติให้ Margin และมูลค่าต่อ pip คงที่ หากมาร์จิ้นเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน มีต้นทุนเพิ่ม หรือมีสถานะอื่นในบัญชี ต้องปรับการคำนวณตามค่าขณะนั้น
คำที่ควรเข้าใจก่อนแทนค่าในสูตร
- ขนาดสัญญา (Contract Size) คือ จำนวนหน่วยของสินทรัพย์ต่อ 1 ล็อต เช่น EURUSD ในตัวอย่างมีขนาดสัญญา 100,000 EUR
- มูลค่าสถานะ (Notional Value) คือ มูลค่ารวมของสถานะที่เปิด เช่น 100,000 EUR × 1.1000 = 110,000 USD
- ตัวเลขเลเวอเรจในสูตร คือ ตัวเลขหลังเครื่องหมาย “:” เช่น 1:100 ใช้ 100 เป็นตัวหาร และ 1:1000 ใช้ 1,000
- อัตรามาร์จิ้น ในสูตรพื้นฐานสัมพันธ์กับเลเวอเรจ เช่น 1:100 เท่ากับ 1% และ 1:1000 เท่ากับ 0.1% โดย 1% เขียนเป็น 0.01 เมื่อนำไปคูณ
- สกุลเงินของหลักประกัน อาจต่างจากสกุลเงินบัญชี จึงต้องแปลงสกุลเงินก่อนอ่านผลลัพธ์เป็นยอดที่ต้องใช้จริง
สำหรับสูตร Forex มาตรฐานในบัญชี USD คู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินหลัก เช่น USDJPY จะคำนวณมาร์จิ้นเป็น USD ได้จาก ขนาดสัญญา × จำนวนล็อต ÷ เลเวอเรจ ส่วน EURUSD คำนวณเป็น EUR ก่อน แล้วคูณอัตรา EURUSD เพื่อแปลงเป็นดอลลาร์ ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่ใช้หลักประกันคงที่หรือมีอัตรามาร์จิ้นเพิ่มเติมอาจใช้วิธีคำนวณต่างออกไป
EURUSD 1 ล็อตที่เลเวอเรจ 1:100 ใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่?
EURUSD 1 ล็อตที่เลเวอเรจ 1:100 ต้องใช้มาร์จิ้น 1,000 EUR หรือ 1,100 USD เมื่ออัตรา EURUSD เท่ากับ 1.1000 ภายใต้สูตรพื้นฐานที่ไม่มีข้อกำหนดหลักประกันเพิ่มเติม
| รายการ | ค่าในตัวอย่าง |
|---|---|
| ขนาดสัญญาต่อ 1 Standard Lot | 100,000 EUR |
| จำนวนล็อต | 1 ล็อต |
| ราคา EURUSD | 1.1000 |
| มูลค่าสถานะใน USD | 110,000 USD |
| เลเวอเรจ | 1:100 |
| Required Margin | 1,000 EUR = 1,100 USD |
คำนวณได้ในสองขั้นตอน
1. หามาร์จิ้นในสกุล EUR 100,000 × 1 ÷ 100 = 1,000 EUR
2. แปลงเป็นสกุล USD ของบัญชี 1,000 × 1.1000 = 1,100 USD
หรือคำนวณจากมูลค่าสถานะโดยตรง
110,000 USD ÷ 100 = 1,100 USD
หากอัตราที่ใช้แปลงเปลี่ยนเป็น 1.0500 มาร์จิ้นจะเท่ากับ 1,050 USD และหากเปลี่ยนเป็น 1.1500 จะเท่ากับ 1,150 USD ขณะที่หลักประกันพื้นฐานในหน่วย EUR ยังคงเป็น 1,000 EUR เมื่อขนาดสถานะ เลเวอเรจ และข้อกำหนดอื่นเท่าเดิม
เงิน 1,100 USD ในตัวอย่างจึงเป็นหลักประกันสำหรับสถานะมูลค่า 110,000 USD ส่วนยอดที่ต้องใช้จริงให้ตรวจสอบจากข้อกำหนดสัญญาและค่าบน MT4 หรือ MT5 ของบัญชีที่ใช้งาน
ตารางมาร์จิ้น 1 ล็อต, 0.1 ล็อต และ 0.01 ล็อต ตามเลเวอเรจ
ตารางนี้ใช้ EURUSD ที่ราคา 1.1000 ขนาดสัญญา 100,000 EUR ต่อ 1 ล็อต และบัญชีสกุล USD โดยสมมติว่าไม่มีข้อกำหนดมาร์จิ้นเพิ่มเติม
| เลเวอเรจ | อัตรามาร์จิ้น | 1 ล็อต (EUR) | 1 ล็อต (USD) | 0.1 ล็อต (USD) | 0.01 ล็อต (USD) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1:50 | 2% | 2,000 | 2,200 | 220 | 22 |
| 1:100 | 1% | 1,000 | 1,100 | 110 | 11 |
| 1:200 | 0.5% | 500 | 550 | 55 | 5.50 |
| 1:500 | 0.2% | 200 | 220 | 22 | 2.20 |
ตัวอย่างเช่น EURUSD 1 ล็อตใช้หลักประกัน 2,200 USD ที่เลเวอเรจ 1:50 และใช้ 220 USD ที่เลเวอเรจ 1:500 แต่เมื่อขนาดสถานะเท่าเดิม มูลค่าต่อ pip ยังคงเป็น 10 USD กำไรหรือขาดทุนจากราคาที่ขยับเท่ากันจึงเท่าเดิมด้วย
เลเวอเรจที่สูงขึ้นช่วยลดหลักประกันที่ต้องใช้สำหรับสถานะขนาดเดิม แต่ยังต้องพิจารณาขนาดล็อตและเงินทุนของบัญชีร่วมกัน ส่วนเลเวอเรจที่ใช้ได้จริงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ ประเภทบัญชี และเงื่อนไขของนิติบุคคลผู้ให้บริการ
ตารางนี้คำนวณเฉพาะ EURUSD ตามสมมติฐานที่ระบุ คู่เงินอื่นต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง ส่วนสินทรัพย์อย่างทองคำมีขนาดสัญญาต่างออกไป จึงควรตรวจสอบจากข้อมูลสัญญาบนแพลตฟอร์มหรือเงื่อนไขการเทรดของ TMGM
ใช้ Margin Calculator คำนวณมาร์จิ้นก่อนเปิดสถานะ
Margin Calculator คือ เครื่องมือคำนวณหลักประกันโดยประมาณที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ ช่วยตรวจสอบผลจากขนาดล็อต เลเวอเรจ และสกุลเงินบัญชีได้สะดวกกว่าการแทนค่าด้วยมือทุกครั้ง
ใช้เครื่องคำนวณมาร์จิ้นของ TMGM (Margin Calculator) โดยกรอกข้อมูลดังนี้
เลือกสินทรัพย์ เช่น EURUSD
เลือกสกุลเงินบัญชี เช่น USD
เลือกเลเวอเรจ ที่ใช้กับสถานะนั้น
กรอกจำนวนล็อต แล้วกดคำนวณเพื่อดู Required Margin และมูลค่าสถานะ
ผลลัพธ์ใช้เป็นค่าประมาณสำหรับวางแผนก่อนเปิดสถานะ โดยอาจต่างจากหน้าจอ MT4 หรือ MT5 ตามราคาอ้างอิงและข้อกำหนดสัญญาที่ใช้คำนวณ จึงควรตรวจสอบหลักประกันของบัญชีอีกครั้งก่อนส่งคำสั่ง
วิธีอ่านค่า Margin และข้อมูลบัญชีบน MT4 และ MT5
การอ่าน Margin, Free Margin และ Margin Level ต้องดูร่วมกับ Balance และ Equity เพราะแต่ละค่าบอกสถานะของบัญชีคนละด้าน ทั้งยอดเงินที่บันทึกแล้ว มูลค่าบัญชีปัจจุบัน และหลักประกันที่ยังเหลือสำหรับเปิดสถานะเพิ่มเติม
บนคอมพิวเตอร์ ค่าทั้งห้านี้อยู่ในแท็บ Trade ของหน้าต่าง Terminal ใน MT4 หรือ Toolbox ใน MT5

ตัวอย่างสมมติ: บัญชีมี Balance 1,000 USD มีกำไรลอยตัวจากสถานะที่ยังไม่ปิด 100 USD และใช้หลักประกัน 200 USD โดยไม่มีเครดิตหรือรายการปรับปรุงอื่น และยังไม่รวมต้นทุนการเทรด
| ค่าบนหน้าจอ | ชื่อภาษาไทย | ความหมาย | สูตร | ค่าตัวอย่าง |
|---|---|---|---|---|
| Balance | ยอดเงินคงเหลือ | เงินในบัญชีที่รวมผลของรายการที่ปิดแล้ว ยังไม่รวมกำไรขาดทุนลอยตัว | – | 1,000.00 USD |
| Equity | ทุนสุทธิ | มูลค่าบัญชีในขณะนั้นเมื่อรวมกำไรหรือขาดทุนลอยตัวแล้ว | Balance ± กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิด | 1,100.00 USD |
| Margin | มาร์จิ้นที่ใช้ไปแล้ว | เงินที่ถูกกันไว้กับสถานะที่กำลังเปิดอยู่ | (ขนาดสัญญา × ราคา) ÷ ตัวคูณ Leverage | 200.00 USD |
| Free Margin | มาร์จิ้นคงเหลือ | ส่วนของ Equity ที่ยังไม่ถูกใช้เป็นหลักประกัน | Equity − Used Margin | 900.00 USD |
| Margin Level | ระดับมาร์จิ้น | อัตราส่วนระหว่าง Equity กับหลักประกันที่ใช้อยู่ | (Equity ÷ Used Margin) × 100 | 550% |
สูตร Equity ในตารางเป็นรูปแบบย่อสำหรับตัวอย่างนี้ บัญชีที่มีเครดิต ค่าคอมมิชชัน หรือรายการที่ถูกกันไว้เพิ่มเติม อาจมีองค์ประกอบในการคำนวณต่างออกไปตามเงื่อนไขบัญชี
วิธีดูค่า Margin บน MT4 และ MT5 ต่างกันอย่างไร?
ทั้ง MT4 และ MT5 ใช้หลักการอ่านค่าบัญชีชุดเดียวกัน ความต่างที่เห็นได้ชัดคือชื่อหน้าต่างและรายละเอียดการแสดงผล ส่วนตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับสถานะที่เปิดและเงื่อนไขของแต่ละบัญชี
| ประเด็น | MT4 | MT5 |
|---|---|---|
| ชื่อหน้าต่าง | Terminal | Toolbox |
| วิธีเปิดบน Windows | เมนู View → Terminal หรือกด Ctrl+T | เมนู View → Toolbox หรือกด Ctrl+T |
| แท็บที่ใช้ดูข้อมูลบัญชี | Trade | Trade |
| ตำแหน่งที่ควรมองหา | แถวสรุปข้อมูลบัญชีในแท็บ Trade | แถวสรุปข้อมูลบัญชีในแท็บ Trade |
| ค่าหลักที่ใช้ในบทความนี้ | Balance, Equity, Margin, Free Margin และ Margin Level | Balance, Equity, Margin, Free Margin และ Margin Level |
ใน MT4 แถวสรุปข้อมูลบัญชีอยู่ถัดจากรายการสถานะที่เปิด และก่อนรายการคำสั่งรอดำเนินการ หากมีคำสั่งเหล่านั้นอยู่
ชื่อช่องอาจต่างกันตามภาษาที่ตั้งไว้ในแพลตฟอร์ม บทความนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพื่อให้อ้างอิงได้ตรงกัน ส่วนเมื่อ Margin เป็นศูนย์ จะไม่สามารถคำนวณอัตราส่วน Margin Level ได้ ช่องนี้จึงอาจไม่แสดงค่า ทั้งนี้ รูปแบบการแสดงผลขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม
Balance กับ Equity คืออะไร ต่างกันอย่างไร?
Balance คือ ยอดเงินในบัญชีหลังรวมรายการที่บันทึกแล้ว เช่น เงินฝาก เงินถอน กำไรขาดทุนจากสถานะที่ปิดแล้ว และค่าธรรมเนียมที่ถูกบันทึก โดยยังไม่รวมกำไรหรือขาดทุนลอยตัวของสถานะที่เปิดอยู่ ในตัวอย่าง Balance เท่ากับ 1,000 USD
Equity คือ มูลค่าปัจจุบันของบัญชีเมื่อรวมกำไรขาดทุนลอยตัวแล้ว สำหรับตัวอย่างที่ไม่มีเครดิตหรือรายการปรับปรุงอื่น คำนวณได้จาก
Equity = Balance + กำไรขาดทุนลอยตัว
เมื่อมีกำไรลอยตัว 100 USD จึงได้
1,000 + 100 = 1,100 USD
ความต่างคือ Balance แสดงยอดที่บันทึกแล้ว ส่วน Equity สะท้อนผลของสถานะที่ยังเปิดอยู่ด้วย Equity จึงเปลี่ยนตามราคาและต้นทุนที่กระทบบัญชี ขณะที่ Balance เปลี่ยนเมื่อมีรายการบันทึกยอดเงิน ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถานะ ฝาก ถอน หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
ระหว่างถือสถานะ ควรอ่าน Equity ประกอบกับ Margin เพราะระบบนำสองค่านี้ไปคำนวณ Free Margin และ Margin Level การดู Balance เพียงค่าเดียวจึงยังไม่แสดงภาพปัจจุบันของบัญชีครบถ้วน
Margin หรือ Used Margin คืออะไร?
Used Margin คือ หลักประกันที่ระบบกันไว้ตามสถานะและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง บนหน้าจอ MT4 และ MT5 โดยทั่วไปแสดงชื่อช่องว่า Margin ในตัวอย่างนี้เท่ากับ 200 USD
เมื่อเปิดหรือปิดสถานะ ระบบจะคำนวณหลักประกันใหม่ตามขนาดสถานะและข้อกำหนดบัญชี ยอด Margin อาจเปลี่ยนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงสกุลเงินหรือเงื่อนไขหลักประกันด้วย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนออเดอร์เพียงอย่างเดียว
เมื่อต้องแยกความหมายบนหน้าจอ ให้จำว่า Margin คือหลักประกันที่ใช้แล้ว ส่วน Free Margin คือส่วนของ Equity ที่ยังเหลือหลังหักหลักประกันนั้น
Free Margin คืออะไร? ฟรีมาร์จิ้นคำนวณอย่างไร?
ฟรีมาร์จิ้น คือ ส่วนของ Equity ที่ยังไม่ถูกใช้เป็นหลักประกัน หรือ Free Margin ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ประเมินว่าบัญชียังมีหลักประกันเหลือสำหรับเปิดสถานะเพิ่มเติมเท่าไร
Free Margin = Equity − Used Margin
จากตัวอย่าง
1,100 − 200 = 900 USD
Free Margin เปลี่ยนได้แม้ไม่ได้เปิดหรือปิดออเดอร์ เพราะกำไรขาดทุนลอยตัวทำให้ Equity เปลี่ยน หากกำไรลอยตัว 100 USD เปลี่ยนเป็นขาดทุนลอยตัว 100 USD และ Margin ยังเท่ากับ 200 USD จะได้
Equity = 1,000 − 100 = 900 USD
Free Margin = 900 − 200 = 700 USD
การเปิดสถานะเพิ่มเติมอาจทำให้ต้องใช้หลักประกันมากขึ้น ขณะที่การขาดทุนลอยตัวลด Equity ทั้งสองอย่างจึงส่งผลต่อ Free Margin ควรอ่านค่านี้ร่วมกับ Margin Level เพื่อประเมินหลักประกันของบัญชี
Margin Level คืออะไร? วิธีอ่านระดับมาร์จิ้น
ระดับมาร์จิ้น คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity กับหลักประกันที่ใช้ แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ บนหน้าจอเรียกว่า Margin Level และคำนวณได้จาก
Margin Level = (Equity ÷ Used Margin) × 100
แทนค่าจากตัวอย่าง
(1,100 ÷ 200) × 100 = 550%
ค่า 550% หมายความว่า Equity มีมูลค่า 5.5 เท่าของหลักประกันที่ใช้ หาก Equity ลดลงและ Margin เท่าเดิม ระดับมาร์จิ้นก็จะลดลงตามไปด้วย
สำหรับบัญชีที่กำหนด Margin Call และ Stop Out เป็นเปอร์เซ็นต์ ให้นำ Margin Level ไปเทียบกับเกณฑ์ของบัญชีนั้น ค่า Margin Level ที่สูงกว่าเกณฑ์มาก แสดงว่ามีระยะห่างในเชิงอัตราส่วนมากกว่า แต่ยังต้องพิจารณาขนาดสถานะและความผันผวน เพราะราคาและต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้ระดับมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
Margin Level เท่าไรถึงปลอดภัย? อ่านระดับมาร์จิ้นด้วยแนวทาง 3 สี
ไม่มีค่า Margin Level ที่รับประกันว่าบัญชีจะปลอดภัยจากการขาดทุนหรือถูกบังคับปิดสถานะ การประเมินต้องดูทั้งขนาดสถานะ ความผันผวนของสินทรัพย์ และเกณฑ์ Margin Call กับ Stop Out ของบัญชี
ระดับมาร์จิ้น คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity กับหลักประกันที่ใช้ แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ บทความนี้ใช้สีเขียว เหลือง และแดงช่วยแบ่งระดับการเฝ้าระวัง โดยช่วงเปอร์เซ็นต์ด้านล่างเป็น เกณฑ์ตัวอย่างสำหรับอธิบาย ไม่ใช่มาตรฐานของทุกโบรกเกอร์

| โซน | Margin Level | ความหมาย | สิ่งที่ควรตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| เขียว | 500% ขึ้นไป | Equity มีมูลค่าอย่างน้อย 5 เท่าของหลักประกันที่ใช้ | ประเมินความเสี่ยงรวมและคำนวณ Margin Level หลังเปิดสถานะเพิ่มเติม |
| เหลือง: เฝ้าระวัง | 300% ถึงต่ำกว่า 500% | Equity มีมูลค่าตั้งแต่ 3 เท่า แต่ต่ำกว่า 5 เท่าของหลักประกันที่ใช้ | ทบทวนขนาดสถานะ จุด Stop Loss และผลของการเพิ่มออเดอร์ต่อหลักประกัน |
| เหลือง: เพิ่มความระมัดระวัง | 100% ถึงต่ำกว่า 300% | Equity มีมูลค่าตั้งแต่ 1 เท่า แต่ต่ำกว่า 3 เท่าของหลักประกันที่ใช้ เมื่อขาดทุนเพิ่ม ระดับมาร์จิ้นอาจเข้าใกล้เกณฑ์ของบัญชี | ตรวจระยะห่างจาก Margin Call และ Stop Out พร้อมประเมินการลดความเสี่ยงของสถานะ |
| แดง | ต่ำกว่า 100% | Equity ต่ำกว่าหลักประกันที่ใช้ และ Free Margin ติดลบ | ตรวจว่าแตะเกณฑ์ Margin Call หรือ Stop Out แล้วหรือยัง และจัดการสถานะตามแผน เพราะระบบอาจบังคับปิดเมื่อถึงเกณฑ์ |
เมื่อ Margin Level เท่ากับ 100% จะมี Equity เท่ากับ Used Margin และ Free Margin เท่ากับศูนย์ หากต่ำกว่า 100% Free Margin จะติดลบ จึงโดยทั่วไปไม่เพียงพอสำหรับเปิดสถานะที่ต้องใช้หลักประกันเพิ่ม อย่างไรก็ตาม 100% ไม่ใช่เกณฑ์ Margin Call หรือ Stop Out ของทุกบัญชี ต้องตรวจเงื่อนไขที่ใช้กับบัญชีนั้นโดยตรง
ตัวอย่าง Margin Level ของ EURUSD 1 ล็อต
จากตัวอย่างก่อนหน้า เปิด EURUSD 1 ล็อตที่ราคา 1.1000 ใช้เลเวอเรจ 1:100 และหลักประกัน 1,100 USD โดยยังไม่รวมต้นทุน
- Equity 2,000 USD: Margin Level = 2,000 ÷ 1,100 × 100 ≈ 181.8% อยู่ในโซนเหลืองช่วงเพิ่มความระมัดระวังตามตารางตัวอย่าง
- Equity 5,000 USD และ Margin ยังเท่ากับ 1,100 USD: Margin Level ≈ 454.5% อยู่ในโซนเหลืองช่วงเฝ้าระวัง
ตัวอย่างนี้แสดงว่า เมื่อใช้หลักประกันเท่ากัน บัญชีที่มี Equity สูงกว่าจะมี Margin Level สูงกว่า แต่ระดับมาร์จิ้นยังเปลี่ยนได้เมื่อกำไรขาดทุนลอยตัว ต้นทุน หรือข้อกำหนดหลักประกันเปลี่ยนแปลง
ก่อนเพิ่มสถานะ ควรประเมินทั้ง Margin Level หลังเปิดออเดอร์ และผลขาดทุนตามแผน Stop Loss ของสถานะทั้งหมด เพราะการเพิ่มออเดอร์อาจใช้หลักประกันมากขึ้นและทำให้ระดับมาร์จิ้นลดลง แม้ก่อนเปิดจะอยู่ในโซนเขียวก็ตาม
Margin Call และ Stop Out คืออะไร? ต่างกันอย่างไรในการเทรด Forex
Margin Call คือ ภาวะที่หลักประกันของบัญชีลดลงถึงเกณฑ์แจ้งเตือนที่ผู้ให้บริการกำหนด ส่วน Stop Out คือ การบังคับปิดสถานะเมื่อหลักประกันลดลงถึงเกณฑ์ปิดอัตโนมัติ ทั้งสองจุดใช้ประเมินความเพียงพอของหลักประกัน แต่มีผลต่อสถานะที่เปิดอยู่ต่างกัน

Margin Call คืออะไร? การเรียกหลักประกันเพิ่มใน Forex
Margin Call แปลว่า การเรียกหลักประกันเพิ่ม สำหรับบัญชี Forex ที่กำหนดเกณฑ์เป็นเปอร์เซ็นต์ ภาวะนี้เกิดเมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับ Margin Call ของบัญชี ผู้เทรดจึงต้องประเมินหลักประกันและความเสี่ยงของสถานะที่ถืออยู่ เช่น พิจารณาลดขนาดสถานะหรือปรับหลักประกันตามแผนและเงื่อนไขบัญชี
คำว่า “Call” ไม่ได้หมายความว่าจะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาแจ้งทุกครั้ง วิธีแจ้งเตือนขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและบัญชี บน MT4 หรือ MT5 อาจแสดงสถานะเตือนผ่านหน้าจอ เช่น การเปลี่ยนสีแถวข้อมูลบัญชี จึงควรติดตาม Equity และ Margin Level ระหว่างถือสถานะด้วย
ตัวอย่างคำนวณ: ขาดทุนเท่าไหร่จึงถึง Margin Call และ Stop Out?
ใช้ออเดอร์เดิม Buy EURUSD 1 ล็อตที่ราคา 1.1000 เลเวอเรจ 1:100 แล้วเปรียบเทียบบัญชีที่มี Equity เริ่มต้น 2,000 USD กับ 5,000 USD โดยมีสมมติฐานดังนี้
- Used Margin คงที่ 1,100 USD เพื่อให้เห็นวิธีคำนวณได้ง่าย
- EURUSD 1 ล็อตมีมูลค่า 10 USD ต่อ pip ในบัญชี USD
- ไม่มีสถานะอื่น และยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชัน และ Swap
- ใช้ Margin Call 100% และ Stop Out 50% เป็นเกณฑ์สมมติ เพื่อการศึกษา ไม่ใช่การยืนยันเงื่อนไขของบัญชี TMGM
ระดับ Margin Call 100% และ Stop Out 50% ในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้คำนวณได้ ไม่ใช่เงื่อนไขของบัญชี TMGM ระดับจริงของแต่ละบัญชีอยู่ในตารางหัวข้อถัดไป
| รายการ | พอร์ต 2,000 USD | พอร์ต 5,000 USD |
|---|---|---|
| Used Margin | 1,100 USD | 1,100 USD |
| Margin Level ตอนเปิด | 181.8% | 454.5% |
| Equity ที่จุด Margin Call (1,100 × 100 ÷ 100) | 1,100 USD | 1,100 USD |
| ขาดทุนได้ก่อนโดน Margin Call | 900 USD | 3,900 USD |
| เท่ากับราคาวิ่งสวนทาง | ประมาณ 90 pips | ประมาณ 390 pips |
| Equity ที่จุด Stop Out (1,100 × 50 ÷ 100) | 550 USD | 550 USD |
| ขาดทุนได้ก่อนถึง Stop Out | 1,450 USD | 4,450 USD |
| เท่ากับราคาวิ่งสวนทาง | ประมาณ 145 pips | ประมาณ 445 pips |
สูตรที่ใช้หา Equity ณ เกณฑ์คือ:
Equity ที่เกณฑ์ = Used Margin × ระดับ Margin Call หรือ Stop Out (%) ÷ 100
ตัวอย่างบัญชี 2,000 USD
Margin Call: 1,100 × 100 ÷ 100 = 1,100 USD
ขาดทุนลอยตัว 2,000 − 1,100 = 900 USD หรือ 90 pips
Stop Out: 1,100 × 50 ÷ 100 = 550 USD
ขาดทุนลอยตัว 2,000 − 550 = 1,450 USD หรือ 145 pips
ออเดอร์ขนาดเดียวกันจึงมีระยะถึงเกณฑ์ต่างกันเมื่อ Equity เริ่มต้นต่างกัน การกำหนดขนาดสถานะควรพิจารณาเงินทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ร่วมกัน แทนการดูเพียงว่าบัญชีมีหลักประกันพอเปิดออเดอร์หรือไม่
ระยะ pips ในตารางเป็นค่าประมาณภายใต้สมมติฐาน Margin คงที่ หากหลักประกันในหน่วย USD เปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน ต้องคำนวณจาก Margin ขณะนั้นใหม่ตามที่อธิบายในหัวข้อการเทรดมาร์จิ้นทำงานอย่างไร ส่วนคู่เงินอื่นในตลาด Forex ต้องใช้หลักประกันและมูลค่าต่อ pip ของคู่เงินนั้น
Stop Out คืออะไร? Margin Level เท่าไหร่จึงถูกบังคับปิดสถานะ?
Stop Out คือ การที่ระบบเริ่มปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อหลักประกันของบัญชีลดลงถึงเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่ต้องรอคำสั่งปิดจากผู้เทรด ระดับที่ทำให้เกิด Stop Out จึงต้องตรวจสอบจากเงื่อนไขของบัญชีที่ใช้งาน
หากบัญชีกำหนด Stop Out เป็น X% หมายความว่าเกณฑ์ดังกล่าวสัมพันธ์กับ Equity ที่เหลือเป็น X% ของ Used Margin เช่น ตัวอย่างสมมติที่ใช้ Margin คงที่ 1,100 USD และ Stop Out 50% จะถึงเกณฑ์เมื่อ Equity เหลือ 550 USD
เทรดเดอร์ไทยอาจเรียกการถูกบังคับปิดสถานะว่า “ล้างพอร์ต” แต่ควรเข้าใจความหมายให้ชัด
- Stop Out ไม่ได้หมายความว่าเงินเหลือศูนย์เสมอไป ยอดเงินหลังปิดขึ้นอยู่กับผลขาดทุน ราคาที่ดำเนินการ และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
- ระบบอาจเริ่มปิดเพียงบางสถานะ หากมีหลายออเดอร์ อาจมีการทยอยปิดและประเมินหลักประกันใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมดพร้อมกัน
- ลำดับการปิดเป็นไปตามกฎของระบบและบัญชี ผู้เทรดไม่ได้เลือกว่าออเดอร์ใดจะถูกปิดก่อน เช่น ใน MT5 รูปแบบปกติที่ไม่มีข้อกำหนด FIFO ระบบจะเริ่มจากสถานะที่ขาดทุนมากที่สุด
การถึงเกณฑ์ Stop Out จึงไม่ได้รับประกันว่าจะปิดได้ที่ราคาหรือ Equity ตามตัวเลขที่คำนวณไว้ หากราคาเปลี่ยนเร็วหรือเกิดช่องว่างราคา ผลขาดทุนจริงอาจมากกว่าค่าประมาณ
Margin Call ต่างจาก Stop Out อย่างไร?
Margin Call เป็นเกณฑ์แจ้งเตือนเรื่องหลักประกัน ส่วน Stop Out เป็นเกณฑ์ที่ระบบเริ่มบังคับปิดสถานะ สำหรับบัญชีที่กำหนด Margin Call สูงกว่า Stop Out การขาดทุนต่อเนื่องอาจทำให้บัญชีผ่านทั้งสองระดับตามลำดับ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีเวลาแก้ไขระหว่างสองจุดเสมอ
| ประเด็น | Margin Call | Stop Out |
|---|---|---|
| หน้าที่ | แจ้งว่าหลักประกันลดถึงเกณฑ์เฝ้าระวังของบัญชี | เริ่มบังคับปิดสถานะตามเกณฑ์บัญชี |
| กณฑ์ที่ใช้ | ระดับ Margin Call ที่กำหนด | ระดับ Stop Out ที่กำหนด |
| ผลต่อสถานะ | โดยทั่วไปสถานะยังเปิดอยู่ในช่วงแจ้งเตือน | สถานะบางส่วนหรือทั้งหมดเริ่มถูกปิด |
| การจัดการ | ผู้เทรดประเมินการลดสถานะหรือปรับหลักประกันตามแผน | ระบบดำเนินการปิดโดยไม่รอคำสั่งจากผู้เทรด |
| ตัวอย่างสมมติ: บัญชี 2,000 USD | ราคาสวนทางประมาณ 90 pips | ราคาสวนทางประมาณ 145 pips |
ตัวเลขในแถวสุดท้ายใช้สมมติฐานเดียวกับตารางก่อนหน้า หากตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็ว ราคาอาจข้ามจากเหนือเกณฑ์ Margin Call ไปถึง Stop Out ได้ก่อนที่จะจัดการสถานะทัน การควบคุมความเสี่ยงจึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์
วิธีลดโอกาสเกิด Margin Call ในการเทรด Forex
กำหนดขนาดสถานะจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ คำนวณจำนวนล็อตจากเงินที่ยอมขาดทุนและระยะ Stop Loss
กำหนด Stop Loss ก่อนเปิดสถานะ วางจุดออกให้สอดคล้องกับแผนและขนาดการเทรด
เผื่อ Free Margin สำหรับการเปลี่ยนแปลงของบัญชี รวมผลของกำไรขาดทุนลอยตัวและต้นทุนไว้ในการประเมิน
ติดตาม Equity และ Margin Level โดยเฉพาะเมื่อถือหลายสถานะหรือมีเหตุการณ์ที่อาจเพิ่มความผันผวน
ประเมินความเสี่ยงรวมก่อนเพิ่มออเดอร์ สถานะหลายรายการที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอาจสร้างผลขาดทุนพร้อมกัน
ทบทวนแผนก่อนเพิ่มสถานะถัวเฉลี่ย คำนวณทั้งหลักประกันและผลขาดทุนที่อาจเพิ่มขึ้น หากราคายังเคลื่อนไหวสวนทาง
การวางขนาดสถานะและหลักประกันตั้งแต่ต้นช่วยให้ประเมินได้ว่า กลยุทธ์การเทรด Forex แต่ละแบบเหมาะกับเงินทุนและความเสี่ยงของบัญชีเพียงใด
Stop Loss ช่วยกำหนดจุดออกตามแผน แต่ไม่ได้รับประกันราคาปิดในทุกสภาวะตลาด การดำเนินคำสั่งขึ้นอยู่กับราคา สภาพคล่อง และรูปแบบการส่งคำสั่ง จึงอาจเกิดราคาคลาดเคลื่อนหรือ Slippage ได้
ประเภทของ Margin: Initial Margin, Maintenance Margin และ Hedged Margin
ในการเทรด Forex Margin หมายถึงเงินหลักประกันสำหรับสถานะที่เปิดอยู่ แต่เมื่ออ่านเงื่อนไขการเทรด คุณอาจพบคำว่า Initial Margin, Maintenance Margin และ Hedged Margin ซึ่งอธิบายการใช้หลักประกันในสถานการณ์ต่างกัน
| ประเภทของ Margin | ความหมาย | ใช้เมื่อใด | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| Initial Margin — มาร์จิ้นเริ่มต้น | หลักประกันที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ | ก่อนและขณะเปิดสถานะ | ขนาดสัญญา วิธีคำนวณ และอัตรามาร์จิ้นของสินทรัพย์ |
| Maintenance Margin — มาร์จิ้นรักษาสถานะ | หลักประกันที่กำหนดสำหรับการถือสถานะต่อ | ระหว่างถือสถานะ | มีการกำหนดแยกจาก Initial Margin หรือไม่ และคำนวณอย่างไร |
| Hedged Margin — มาร์จิ้นของสถานะสวนทาง | หลักประกันสำหรับการถือสถานะ Buy และ Sell ในสินทรัพย์เดียวกัน | เมื่อถือสถานะสวนทางในบัญชีที่รองรับ Hedging | วิธีคิดหลักประกันของส่วนที่หักล้างกันและส่วนที่เหลือ |
Initial Margin คืออะไร? หลักประกันสำหรับเปิดสถานะ
Initial Margin คือหลักประกันเริ่มต้นที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ จำนวนเงินขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและเงื่อนไขของสินทรัพย์ เช่น เลเวอเรจ อัตรามาร์จิ้น หรือหลักประกันต่อสัญญาที่ผู้ให้บริการกำหนด
ส่วน Required Margin เป็นคำเรียกหลักประกันที่ต้องใช้สำหรับคำสั่งหรือสถานะนั้น จึงควรอ่านตามบริบท ไม่ถือว่าเป็นชื่อพารามิเตอร์เดียวกับ Initial Margin ในทุกกรณี สำหรับการเทรดมาร์จิ้น ระบบจะตรวจสอบหลักประกันที่ต้องใช้ร่วมกับเงินที่มีอยู่ก่อนอนุญาตให้เปิดสถานะ
Maintenance Margin คืออะไร? หลักประกันสำหรับรักษาสถานะ
Maintenance Margin คือหลักประกันขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับการรักษาสถานะที่เปิดอยู่ สินทรัพย์บางประเภทกำหนดค่านี้แยกจาก Initial Margin ขณะที่บางรูปแบบการคำนวณบน MT5 จะใช้ค่า Initial Margin แทน หากไม่ได้กำหนด Maintenance Margin แยกไว้ จึงไม่ควรสมมติว่าหลักประกันจะลดลงหลังเปิดสถานะเสมอ
Maintenance Margin เป็นข้อกำหนดของหลักประกัน ส่วน Margin Call และ Stop Out เป็นเกณฑ์ของบัญชีสำหรับการเตือนและการบังคับปิดสถานะ การอ่านเงื่อนไขจึงต้องตรวจทั้งสองส่วน โดยเฉพาะบัญชีที่กำหนดเกณฑ์เป็นเปอร์เซ็นต์ของ Margin Level
Hedged Margin คืออะไร? หลักประกันเมื่อถือสถานะสวนทาง
Hedged Margin คือหลักประกันที่ใช้กับสถานะตรงข้ามในสินทรัพย์เดียวกัน เช่น ถือ Buy EURUSD และ Sell EURUSD พร้อมกันในบัญชีที่รองรับ Hedging วิธีคำนวณขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและข้อกำหนดของสินทรัพย์ อาจกำหนดหลักประกันเฉพาะสำหรับส่วนที่หักล้างกัน หรือคิดจากฝั่งที่ต้องใช้หลักประกันมากกว่า การเปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันจึงไม่ได้ทำให้ Used Margin เป็นศูนย์เสมอ
การ Hedge อาจช่วยลดความเสี่ยงจากทิศทางราคา แต่ไม่ได้ลบขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว และยังมีต้นทุนจากสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และ Swap ตามเงื่อนไขของแต่ละสถานะ ก่อนเปิดสถานะสวนทางจึงควรตรวจว่าทั้งหลักประกันและต้นทุนรวมจะเปลี่ยนอย่างไร
Margin กับ Leverage ต่างกันอย่างไร?
Margin คือเงินที่ต้องวางเป็นหลักประกัน ส่วน Leverage คืออัตราส่วนระหว่างหลักประกันกับมูลค่าสถานะที่ควบคุมได้ เช่น เลเวอเรจ 1:100 หมายถึงการใช้หลักประกัน 1 ส่วนเพื่อควบคุมสถานะมูลค่า 100 ส่วน ภายใต้เงื่อนไขการคำนวณที่ใช้เลเวอเรจ
| ประเด็น | Margin — มาร์จิ้น | Leverage — เลเวอเรจ |
|---|---|---|
| ความหมาย | เงินหลักประกันที่ต้องใช้กับสถานะ | อัตราส่วนที่กำหนดมูลค่าสถานะเทียบกับหลักประกัน |
| รูปแบบที่แสดง | จำนวนเงิน เช่น 1,100 USD | อัตราส่วน เช่น 1:100 |
| ความสัมพันธ์ | เมื่อขนาดสถานะและเงื่อนไขอื่นเท่าเดิม เลเวอเรจสูงขึ้นทำให้ Required Margin ลดลง | เป็นตัวหารในสูตรคำนวณ Margin สำหรับสินทรัพย์ที่ใช้การคำนวณแบบเลเวอเรจ |
| การกำหนดค่า | คำนวณตามขนาดสถานะและข้อกำหนดของสินทรัพย์ | ผู้ให้บริการกำหนดอัตราที่ใช้ได้ บางบัญชีให้ผู้เทรดเลือกภายในช่วงที่อนุญาต |
| ตรวจสอบได้ที่ไหน | ช่อง Margin บนหน้าจอเทรดและรายละเอียดหลักประกันของสินทรัพย์ | รายละเอียดบัญชีและเงื่อนไขของสินทรัพย์ |
| ผลต่อการบริหารความเสี่ยง | เมื่อใช้หลักประกันมากขึ้นโดย Equity เท่าเดิม Free Margin และ Margin Level จะลดลง | อัตราที่สูงขึ้นช่วยให้เปิดสถานะใหญ่ขึ้นด้วยหลักประกันเท่าเดิม จึงต้องควบคุมขนาดสถานะ |
สำหรับสูตรคำนวณ Margin แบบเลเวอเรจ ความสัมพันธ์คือ
Margin = มูลค่าสถานะในสกุลเงินบัญชี ÷ ตัวคูณ Leverage
ตัวอย่างจากหัวข้อก่อนหน้า EURUSD 1 ล็อตมีขนาดสัญญา 100,000 EUR เมื่อราคาอยู่ที่ 1.1000 มูลค่าสถานะเท่ากับ 110,000 USD หากคำนวณตามสูตรนี้ เลเวอเรจ 1:100 ต้องใช้มาร์จิ้น 1,100 USD ส่วนเลเวอเรจ 1:500 ต้องใช้ 220 USD โดยสมมติว่าเงื่อนไขอื่นเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม กำไรหรือขาดทุนจากราคาขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและระยะที่ราคาเปลี่ยนแปลง ในตัวอย่าง EURUSD 1 ล็อตกับบัญชี USD ราคาขยับ 1 pip มีมูลค่า 10 USD เท่ากันทั้งสองอัตราเลเวอเรจ หากราคาวิ่งสวนทาง 50 pips ขาดทุนจากราคาจะเท่ากับ 500 USD ก่อนรวมต้นทุน
เลเวอเรจที่สูงขึ้นจึงลดเงินหลักประกันสำหรับสถานะขนาดเดิม และทำให้เปิดสถานะขนาดใหญ่ขึ้นได้ง่ายขึ้น หากเพิ่มขนาดสถานะตามวงเงินที่เปิดได้ กำไรและขาดทุนต่อการเคลื่อนไหวของราคาก็จะเพิ่มตามไปด้วย
ข้อดีและความเสี่ยงของการเทรดมาร์จิ้น (Margin Trading)
ข้อดีของการเทรดมาร์จิ้น
ใช้หลักประกันเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสถานะ จึงเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่วางไว้ได้ โดยไม่ต้องใช้เงินเต็มมูลค่าสินทรัพย์
จัดสรรเงินหลักประกันได้ตามแผน การเลือกขนาดสถานะที่เหมาะสมช่วยให้เหลือ Free Margin สำหรับรองรับความผันผวนและคำสั่งอื่นตามแผนการเทรด
รองรับกลยุทธ์ซื้อและขาย สำหรับผลิตภัณฑ์ที่รองรับ ผู้เทรดสามารถเปิดสถานะ Buy หรือ Sell ตามมุมมองตลาดได้ ภายใต้ข้อกำหนดของสินทรัพย์และบัญชี
ประโยชน์เหล่านี้ช่วยให้บริหารการใช้หลักประกันได้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ผลกำไรหรือขาดทุนยังขึ้นอยู่กับขนาดสถานะ การเคลื่อนไหวของราคา และต้นทุนการเทรด
ความเสี่ยงของ Margin ที่ต้องเข้าใจก่อนเปิดสถานะ
- สถานะขนาดใหญ่ทำให้การเปลี่ยนแปลงราคาเพียงเล็กน้อยกระทบบัญชีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น EURUSD 1 ล็อต ซึ่งมีขนาดสัญญา 100,000 EUR ที่ราคา 1.1000 มีมูลค่าสถานะ 110,000 USD หากราคาวิ่งสวนทาง 0.1% หรือประมาณ 11 pips จะขาดทุนประมาณ 110 USD สำหรับบัญชี USD ก่อนรวมต้นทุน
- ขาดทุนลอยตัวกระทบ Equity และ Free Margin ระบบนำผลของสถานะที่ยังเปิดอยู่มาคำนวณมูลค่าบัญชี จึงไม่ต้องรอปิดออเดอร์ก่อนที่ขาดทุนจะกระทบเงินที่เหลือสำหรับใช้เป็นหลักประกัน
- Margin Level อาจลดลงถึงเกณฑ์บังคับปิดสถานะ เมื่อถึงระดับ Stop Out ของบัญชี ระบบจะเริ่มปิดสถานะตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้เทรดจึงอาจไม่ได้ออกจากตลาดในจังหวะที่วางแผนไว้
- การถือสถานะข้ามคืนอาจมีต้นทุนสะสม เช่น Swap หรือค่าธรรมเนียม Financing โดย Swap อาจเป็นยอดรับหรือยอดจ่ายตามสินทรัพย์และทิศทางของสถานะ ส่วนที่เป็นต้นทุนจะกระทบมูลค่าบัญชี แม้ราคาแทบไม่เปลี่ยนแปลง
- การใช้ Free Margin เกือบหมดทำให้เหลือพื้นที่รับความผันผวนน้อยลง การเคลื่อนไหวของราคาที่ดูไม่มากอาจทำให้บัญชีเข้าใกล้ Margin Call หรือ Stop Out ได้ หากใช้หลักประกันในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ Equity
- หลายสถานะอาจขาดทุนพร้อมกัน หากสถานะเหล่านั้นรับความเสี่ยงจากปัจจัยเดียวกัน เช่น ทิศทางของเงินดอลลาร์ การประเมินความเสี่ยงแยกทีละออเดอร์อาจทำให้มองข้ามผลกระทบต่อบัญชีโดยรวม
- ช่องว่างราคาและสภาพคล่องต่ำอาจทำให้ราคาปิดต่างจากที่คาด โดยเฉพาะช่วงเปิดตลาดหรือหลังเหตุการณ์สำคัญ คำสั่ง Stop Loss อาจถูกดำเนินการที่ราคาต่างจากระดับที่ตั้งไว้ ทำให้ขาดทุนมากกว่าที่คำนวณตามแผน
การเทรดมาร์จิ้นจึงต้องพิจารณาทั้งหลักประกันที่ต้องใช้และเงินที่อาจขาดทุนจากสถานะ ผู้เทรดสามารถสูญเสียเงินลงทุนได้ และจำนวน Margin ที่ถูกกันไว้ไม่ได้เป็นเพดานขาดทุนของออเดอร์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Margin
- เข้าใจว่า Margin คือค่าธรรมเนียม มาร์จิ้นเป็นเงินหลักประกัน ส่วนสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และ Swap เป็นรายการต้นทุนที่ต้องพิจารณาแยกกัน
- ดูเฉพาะ Balance และมองข้าม Equity Balance ยังไม่รวมกำไรขาดทุนลอยตัว จึงควรดู Equity ร่วมด้วยเพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของบัญชี
- เปิดสถานะจนใช้ Free Margin เกือบหมด เงินที่เหลือเปิดออเดอร์ได้ไม่ใช่จำนวนที่ควรใช้ทั้งหมด ต้องเผื่อผลของราคาและต้นทุนระหว่างถือสถานะด้วย
- ไม่ทราบเกณฑ์ Margin Call และ Stop Out ของบัญชี ควรตรวจสอบเงื่อนไขก่อนเทรด เพราะแต่ละบัญชีอาจกำหนดระดับและวิธีคำนวณต่างกัน
- เข้าใจว่าเลเวอเรจสูงทำให้ขาดทุนต่อ pip เพิ่มขึ้นเสมอ หากสินทรัพย์ ขนาดสถานะ สกุลเงินบัญชี และการเปลี่ยนแปลงราคาเท่ากัน กำไรขาดทุนจากราคาจะเท่ากัน สิ่งที่เลเวอเรจเปลี่ยนคือหลักประกันที่ต้องใช้ตามเงื่อนไขการคำนวณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เลเวอเรจในการเทรด Forex คืออะไร
- เชื่อว่า Stop Loss รับประกันราคาปิด Stop Loss ช่วยกำหนดจุดออกตามแผน แต่ราคาที่ดำเนินการจริงอาจต่างออกไปเมื่อเกิดช่องว่างราคา ตลาดผันผวนสูง หรือสภาพคล่องต่ำ
สรุป Margin คืออะไร และควรบริหารอย่างไร?
มาร์จิ้น คือเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันสำหรับการเปิดและถือสถานะ เมื่อปิดสถานะ ระบบจะคำนวณหลักประกันใหม่ตามสถานะและคำสั่งที่ยังเหลืออยู่ ส่วนยอดเงินในบัญชีขึ้นอยู่กับกำไร ขาดทุน และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
การอ่านข้อมูลบัญชีบน MT4 และ MT5 ควรดูค่าทั้งห้าร่วมกัน
- Balance คือยอดเงินที่บันทึกแล้ว โดยยังไม่รวมกำไรขาดทุนลอยตัว
- Equity คือมูลค่าบัญชีปัจจุบันเมื่อรวมผลของสถานะที่เปิดอยู่และรายการปรับปรุงตามเงื่อนไขบัญชี
- Used Margin คือหลักประกันที่ใช้อยู่ ซึ่งแสดงในช่อง Margin
- Free Margin คือส่วนของ Equity ที่เหลือหลังหัก Margin ตามวิธีคำนวณของบัญชี
- Margin Level หรือระดับมาร์จิ้น คืออัตราส่วนระหว่าง Equity กับ Used Margin แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เทียบกับเกณฑ์ Margin Call และ Stop Out
ก่อนเปิดออเดอร์ ควรคำนวณทั้ง Margin ที่ต้องใช้และขาดทุนตามแผน Stop Loss เพราะสองตัวเลขนี้ตอบคนละคำถาม หลักประกันบอกว่าเปิดสถานะได้หรือไม่ ส่วนขนาดสถานะและระยะที่ราคาวิ่งสวนทางบอกว่าจะกระทบเงินในบัญชีเท่าไร การมี Free Margin เหลือจึงควรพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงรวมของพอร์ตเสมอ
















